ยาบ้า และ สารเสพติด

สารบัญ

(Amphrtamines)

(Amphrtamines) ยาบ้า เป็น ยากลุ่มแอมเฟตามีน ได้แก่ Dextroamphetamine, Methaamphetamine โดยจะมีหลายตัว เรียกกันในตอนแรกว่า ยาม้า ยานี้เคยเป็นยารักษาโรคอยู่บ้างในอดีตกาล สำหรับคนป่วยที่เป็นโรคผลอยหลับโดยไม่รู้ตัว เด็กที่มักจะไม่อยู่นิ่ง ขาดความตั้งอกตั้งใจ รวมทั้งสมาธิสั้นสำหรับเพื่อการเรียน รวมทั้งคนที่อยากลดความอ้วน แต่ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยประยุกต์ใช้กันแล้ว ยาม้ามีประวัติที่มายาวนานแล้ว โดยสังเคราะห์ได้กว่า 100 ปีแล้ว ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ยาบ้าถูกใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดความกล้า และก็ความอดทน ของทหารทั้งสองฝ่าย โดยคร่าวๆแล้วพบว่ามีการใช้ยามากกว่า 72 ล้านเม็ดเลยทีเดียว ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้ว่าฮิตเลอร์ฉีดยาบ้าเกือบจะทุกวี่ทุกวันอยู่ข้างหลังศึก การใช้ยาม้าก็เลยเริ่มขยายออกไปสู่สังคม มูลเหตุที่เคยเรียกว่ายาม้า คาดการณ์ได้หลายแง่ บ้างว่าอาจจะมาจาก การที่เอาไปใช้กระตุ้นม้าแข่งให้วิ่งเร็ว รวมทั้งทรหดอดทน บ้างว่าเนื่องจากว่าจะทำให้ผู้ใช้ยาดีดราวกับม้า จากนั้นทำให้การเรียกยาเป็นมาเป็นยาขยัน ก็เพื่อที่จะเน้นย้ำความเป็นพิษของยา ซึ่งเมื่อใช้ยาเกินขนาดเกินไป หรือว่าใช้ติดต่อกับเป็นเวลานานๆจะมีผลให้ผู้ใช้ยามีลักษณะราวกับคนวิกลจริตและเป็นเพราะการสร้างยาขึ้นมาแบบไม่ซับซ้อน

(amphetamine) แอมเฟตามีน

(amphetamine) หรือเรียกอีกชื่อคือ แอมเฟตามีน เป็นสารเสพติดชนิดที่ สิ่งที่ออกฤทธิ์อาการทางจิต และระบบประสาทสมัยก่อนถูกจัดอยู่ในประเภท วัตถุออกฤทธิ์ทางระบบประสาทประเภทที่ 2 แต่ในปัจจุบัน แอมเฟตามีนได้ถูกจัดอยู่ในยาเสพติดให้โทษประเภที่ 1 โดย แอมเฟตามีนจะมีรูปแบบเป็นผลึก ผงสีขาว มีรสขมนิดๆ แต่ไม่มีกลิ่น มีสูตรทางเคมี C9H13N แอมเฟตามีนถูกสังเคราะห์ขึ้นมาโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน เป็นรูปแบบ แอมเฟตามีซัลเฟต แต่ต่อมาก็มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นสามารถสร้างอนุพันธ์ของแอมเฟตามีนได้ขึ้นมาอีกหนึ่งตัว คือ เมทแอมเฟตามีน ซึ่งจะมีความรุนแรงต่อระบบประสาทส่วนกลางได้แรงกว่าแอมเฟตามีน ในอดีต แอมเฟตามีนถูกใช้เป็นยารักษาโรคได้หลายชนิด อย่างเช่น ยาดมแก้หวัด คัดจมูก แต่ก็ก็มีคนนำไปใช้แบบผิดวิธีเพื่อจะกระตุ้นร่างกาย และไว้ลดความอ้วน จากกการที่จ้องใช้ดม แต่นำมากินแทน ต่อมาแอมเฟตามีนก็ได้ถูกทำขึ้นมาเป็นแบบเม็ดแล้วใช้กันอย่างมาก จนได้กลายมาเป็นยาสามัญประจำบ้าน ใช้ได้แบบไม่ต้องมีใบสั่งยาก็หาซื้อมาได้เอง ในตอนนั้นมีการอ้างสรรพคุณของแอมเฟตามีนว่า ใช้รักษาโรคได้ถึง 39 โรคเลยทีเดียว เชช่น โรคประสาท โรคจิต โรคซึมเศร้า โรคปวดหัว ฯลฯ แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องฤทธิ์ของยาเลย ที่ว่ายาจะทำให้เสพติดกันได้หนักมาก แล้วคนก็เอาไปใช้ในทางที่ผิด ต่อมา ได้มีการประกาศให้ยาแอมเฟตามีนเป็นยาควบคุม โดยจะต้องมีใบสั่งยาจากหมอ ถึงจะใช้ยาได้  ก็เลยทำให้การใช้ยาแอมเฟตามีนมีจำนวนลดลงในตลาด แล้วก็เริ่มทำขึ้นมาแบบผิดกฎหมายกันอย่างมาก แล้วในที่สุดก็ได้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย

การออกฤทธิ์ต่อร่างกาย

การออกฤทธิ์ต่อร่างกาย การออกฤทธิ์ของแอมเฟตามีนจะทำให้ระบบประสาทส่วนกลาง ที่มีหน้าที่เป็นพื้นที่เก็บความจำ แล้วก็การควบคุมการทำงานของสิ่งต่างๆในร่างกาย อย่างเช่น การเคลื่อนไหว การทรงตัว ความรู้สึก แอมเฟตามีจะทำให้นอนไม่หลับ รู้สึกเหมือนกับเป็นยาที่เพิ่มพลัง ซึ่งจะส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว เกิดอาการใจสั่น การไหลเวียนเลือดล้มเหลว มีผลต่อการกินอาหาร จะทำให้รู้สึกไม่อยากอาหาร คลื่นไส้ อาเจียร หรืออาจจะมีการทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง การที่ใช้แอมเฟตามีนเป็นประจำ ในขนาดที่ไม่สูง จะทำให้คนใช้รู้สึกสบายใจ สดชื้น ไม่ง่วงเหงา แต่ถ้าใช้เป็นประจำแต่ปริมาณเยอะๆ ก็จะเกิดอันตราย เหมือนกับร่างกายถูกใช้งานหนัก นอนไม่หลับ สุขภาพทรุดโทรม แล้วเมื่อเพิ่มขนาดยาเข้าไปอีกก็จะทำให้มีผลต่อระบบประสาท มีอาการทางจิต ก้าวร้าว หงุดหงิด ขาดเหตุผล ประสาทหลอน เคลื่อนไหวมากขึ้น ความจำเสื่อม กล้ามเนื้อกระตุก อารมณ์แปรปรวน เพ้อคลั่ง แล้วยิ่งใช้ในปริมาณที่สูงมาก ก็อาจจะทำให้เกิดการชัก หมดสติได้ แล้วจะต้องมีการใช้ยาเป็นประจำ จะมีความต้องการยามากขึ้นเรื่อยๆ อยากยามากขึ้น เมื่อหยุดยาทันทีจะทำให้เกิดการขาดยา จะอ่อนเพลียมาก ง่วงนอนจัด อาจจะมีการสะท้อนออาการกลับ เช่น จากที่เคยตื่นตัว สดชื่น จะกลายเป็นเหมือนโรคซึมเศร้าเข้ามา จนคิดอยากฆ่าตัวตายก็มี ยาบ้าสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้ง การกิน  การฉีดเข้าเส้นเลือดดำ การสูดดม แต่ว่าการออกฤทธิ์และความรุนแรงจะมีความแตกต่างกันออกไป การกินจะเข้าสู่กระเพาะอาหารก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด แล้วก็จะไปออกฤทธิ์ต่อที่สมอองอีก เป็นเวลา 20-30 นาที โดยยาที่กินบางส่วนนั้น จะถูกทำลายที่กระเพาะอาหารและตับ มันจะทำให้ความรุนแรงของบาลดลง การฉีดเข้าเส้นเลือดและการสูดดมนั้นจะทำให้ฤทธิ์ยาเข้าสู่สมองภายในไม่กี่วินาที ทำให้ผู้ที่เสพจะรู้สึกดี กระชุ่มกระชวย มีความสุขในทันที ทำให้คนที่เสพติดใจในฤทธิ์ของยา ยาจะออกฤทธิ์อยู่ในร่างกายประมาณ 1 วัน ก็จะขึ้นอยู่กับการขับถ่ายออกมาจากร่างกายด้วย

อาการของคนเลิกใช้ยาบ้า

การเลิกใช้ยาบ้า เป็นสิ่งที่ดี แต่จะต้องปฏิบัติให้ถูกวิธี ถ้าหากว่าหักดิบไปเลย เพราะ อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะคนที่เสพยามาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ประเภทของยาเสพติดก็แตกต่างกันด้วย การหักดิบจะส่งผลกระทบแตกต่างกับไปตามประเภทของยา เพราะยาเสพติดแต่ละประเภทถึงแม้ว่าจะออกฤทธิ์ต่อการทำงานงานของสมองและระบบประสาทเหมือนกัน แต่บางประเภทจะกดประสาท บางประเภทหลอนประสาท ในบางกรณีที่คนป่วยหักดิบด้วยตัวเอง อาจจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

เกิดอาการอยากยา

อาการยากยาก็จะขึ้นอยู่กับผู้ที่เคยเสพยา แล้วหยุดยา ร่างกายและสมองจะกระตุ้นให้เกิดความอยาก จึงจะทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดอาการดังนี้

  1. ด้านร่างกาย
  • เกิดอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน ไม่เป็นสุข
  • ใจสั่น
  • ใจเต้นเร็ว
  • มวนท้อง ปวดท้อง
  • ปวดหัว
  • รู้สึกไม่สบายตัว (อยากหายาเสพติดมาเสพ)
  1. ด้านจิตใจ
  • หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย
  • รู้สึกไม่สงบ กระวนกระวาย
  • เปรี้ยวปาก อยากยาเสพติด
  • เกิดอาการกลัว หวาดระแวง (ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับประเภทของยาเสพติดที่เคยเสพเข้าไป)

ถ้าหากว่าผู้ป่วยเสพยาเสพติดมาเป็นระยะเวลานาน และเลิกยาด้วยการหักดิบ ด้วยตัวเองนั้นโดยที่ไม่ได้ปรึกษากับสถานบำบัดยาเสพติด หรือว่าไม่ได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่สถานที่บำบัดยาเสพติดโดยเฉพาะ อาจจะมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดอาการอยากยา อาจจะต้องทนทุกข์ทรมาน จนทนไม่ได้ และกลับไปปเสพยาเสพติดอีกครั้ง

เกิดอาการขาดยา

อาการขาดยาก็จะคล้ายๆกับอาการอยากยา แต่จะแตกต่างกันตรงที่ อาการขาดยา คือ การที่ผู้ป่วยได้ลดปริมาณยาเสพติดลงน้อยกว่าปกติ จะทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดยา ทำให้ผู้ป่วยกลับไปเสพยาเสพติดอีกครั้งในปริมาณเท่าเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมก็ได้ โดยอาการขาดยานั้นจะแสดงออกมาดังนี้

  1. ด้านร่างกาย
  • ร่างกายจะมีอาการปวดเมื่อย
  • ปวดท้อง มวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียร
  • ท้องเสีย ถ่ายเหลว ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  1. ด้านจิตใจ
  • เกิดความเครียด เพราะไม่ได้เสพพยาเสพติดตามที่ร่างกายต้องการ
  • หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน

เกิดอาการลงแดง

อาการลงแดง เป็นอาการที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ อาการนี้จะเกกิดขึ้นเมื่อมีการลดปริมาณยาเสพติดลง หรือการที่ไม่เสพยาเสพติดแบบกะทันหัน แบบเมื่อวานเสพ แต่วันนี้ไม่เสพแบบปุบปับ จะเห็นได้ชัดกับผู้ที่ติดเหล้ามาเปปป็นเวลานานๆ แล้วเมื่อหยุดดื่มก็จะเกิดอาการลงแดง คือ

  • มือไม้สั่น ควบคุมไม่ได้
  • ปวดท้อง มวนท้อง อาจจะมาจากเลือดออกในกระเพาะ อาจทำให้ถ่ายเป็นเลือดได้
  • เหงื่อออกมาก
  • นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย บางคนอาจจะเดินวนเป็นวงกลม ไม่สามารถอยู่กับที่ได้
  • วิตกกังวล
  • หงุดหงิด
  • บางรายอาจจะมีอาการลงแดงแบบซับซ้อน เช่น เกิดอาการหูแว่ว ประสาทหลอน คิดว่ามีคนตามมาฆ่า วิ่งหนีจนเกิดอุบัติเหตุ อาการนี้อยู่ในขั้นลงแดงแบบเพ้อคลั่ง เป็นขั้นที่อันตราย เพราะรุนแรงจนอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เลย คนใกล้ชิดควรพาไปพบแพทย์ด่วนที่สุด

ผู้ป่วยยาเสพติดบางคนที่ตัดสินใจเลิกยาแบบกะทันหันด้วยตัวเองนั้น ถ้ามีจิตใจเข้มแข็ง ก็จะสามารถทนต่อความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นได้ อาจจะเลิกยาเสพติดได้สำเร็จเลย แต่ก็ควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่เสพยาเสพติดได้

เพื่อความปลอดภัยในการเลิกยาเสพติด ผู้ป่วยควรเข้ารักษาบำบัดที่สถานบำบัดยาเสพติด เพื่อเลิกยาได้อย่างปลอดภัย

การรักษา

การรักษา จะเป็นการบำบัด และจะต้องใช้เวลาเป็นอย่างงมาก โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

  1. การเตรียมการ

เป็นการเตรียมพร้อม การทำความเข้าใจกับญาติ รวมถึงวิธีการรักษา การปฏิบัติตัวของคนป่วย และบทบาทของญาติพี่น้องที่จะต้องมีส่วนร่วมในการรักษาผู้ป่วย

  • ซักประวัติ
  • พูดคุยให้คำปรึกษา
  • ให้ข้อมูลการรักษาแบบต่างๆ
  • ประเมินแล้วก็คัดกรองผู้ป่วย
  1. ถอนพิษยา

เป็นการดูแลบำบัดรักษา เพื่อลดความเสี่ยง รหือภาวะแทรกซ้อน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ เมื่อขาดยา

  • ให้ยาตามชนิดที่เคยเสพยาเสพติด และอาการ (รักษาตามอาการ)
  • ให้คำปรึกษา สุขศึกษา
  • ประเมินผู้ป่วย เข้าสุ๋ขั้นถัดไป ตามความสมัครใจของผู้ป่วย
  1. ฟื้นฟูสมรรถภาพ

เป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทั้งร่างกาย จิตใจ โดยใช้ชุมชนบำบัด เพื่อปรับแนวคิด พฤติกรรม การกระทำ ให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชชีวิต ดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่า เป็นระยะเวลา 4 เดือน

  1. ติดตามผล

เป็นากรติดตามอาการของผู้ที่มาบำบัด และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย เพื่อเป็นกำลังใจและปรึกษาปัญหา ถ้าหากว่าผู้ป่วยมีปัญหาในขณะที่อยู่ในสังคมจะต้องใช้เวลา 1 ปี ติดตาม 7 ครั้ง นับจากวันที่ออกไป

โทษของยาเสพติดต่อสังคม

โทษต่อครอบครัว

  • ทำลายความสุขภายในบ้าน กระทบต่อสภาพจิตใจของคนในครอบครัว เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น การทะเลาะ ความรุนแรง การแยกทางกัน
  • สูญเสียรายได้ของครอบครัว เพราะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการที่ต้องซื้อยาเสพติด หรือจะเป็นเรื่องของการบำบัดรักษา
  • พ่อแม่ หรือผู้ปกครองขาดที่พึ่งพาในตอนที่เจ็บป่วย หรือแก่ตัว
  • ทำลายชื่อเสียงครอบครัว เป็นที่รังเกียจของคนในสังคม
  • ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน เพราะครอบครัวที่มีปัญหาการเสพยามักจะก่ออาชญากรรม

โทษต่อชุมชนและสังคม

  • ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมในชุมชน
  • เป็นต้นเหตุให้ชุมชนเสื่อมโทรม สังคมถูกทำลาย
  • ทำลายเยาวชน ที่จะเป็นกำลังสำคัญภายในอนาคต
  • ทำให้การพัฒนาชุมชนล่าช้า
  • สูญเสียรายได้ของสังคมและชุมชน
  • ทรัพย์สินของคนในชุมชนอาจจะเสียหาย เพราะอาการทางจิต ประสาท
  • อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุเพราะฤทธิ์ของยา
  • อาจจะก่อให้เกิดปัญหาโรคเอดส์